ออกกฎนับนร.กันลืมบนรถเตือน ศธ.สอนเด็กให้เปิดรถเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ

ออกกฎนับนร.กันลืมบนรถเตือน ศธ.สอนเด็กให้เปิดรถเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ

กด Like

imfnjg

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ส่งทีมจากส่วนกลาง ไปสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของ’น้องพอตเตอร์’ ชี้โกรธมากที่เกิดเหตุร้ายซ้ำรอยคดี’น้องเอย’ ทั้งๆ ที่เคยกำชับไปแล้วถึง 2 รอบ โดยเฉพาะออกระเบียบให้จดรายชื่อน.ร.ที่ขึ้นรถทุกคน และให้ครูพี่เลี้ยงพาไปส่งถึงห้องเรียนด้วย แต่ยังละเลยจนเกิดเรื่องขึ้น ส่วนการฝึกสอนเด็กกดแตรและเปิดประตูเป็นแค่การเสริมทักษะเอาตัวรอดกรณีฉุก เฉิน ด้านครูสาวศรีสะเกษเข้าให้การตร.อีกรอบ ยอมรับผิดทุกอย่าง ด้านครอบครัวเผยหลังเกิดเหตุไปช่วยดูแลพ่อแม่น้องพอตเตอร์ และช่วยเหลือเรื่องงานศพมาตลอด ส่วนแม่น้องพอตเตอร์ยันลูกเป็นน.ร.ของโรงเรียนมานานแล้ว เพราะเข้าเรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล ตัวแทนบ.ประกันภัยรถยนต์ เข้าพบแม่เด็กระบุได้เงินชดเชยรวม 6 แสนบาท

 


จากกรณี “น้องพอตเตอร์”ด.ช.สุริยการ พากัน อายุ 3 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนอุทุมพรวิทยา โรงเรียนเอกชนใน อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เสียชีวิตภายในรถปิกอัพรับส่งนักเรียน เพราะน.ส.อัมพิกา เพชรนาม อายุ 32 ปี ครูที่ทำหน้าที่ขับรถรับส่งลืมไว้ในแค็บนานถึง 7 ชั่วโมงจนเสียชีวิต พ่อแม่เด็กจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี ต่อมา น.ส.อัมพิกา เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ขณะที่เจ้าของโรงเรียนพร้อมรับผิดชอบจัดงานศพและมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 30,000 บาท ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งการให้นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดศธ. แจกคู่มือแนะนำเด็กเล็กช่วยเหลือตัวเอง หากตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว เช่น การกดแตร หรือเปิดประตูรถออกมา กำชับให้ครูทุกโรงเรียนสอนวิธีเอาตัวรอดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

 


ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 16 พ.ค. น.ส.อัมพิกา เดินทางเข้าพบพ.ต.ท.ทินกร เดชาเลิศ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สภ. อุทุมพิสัย เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม โดยระบุว่า ยอมรับผิดทุกอย่าง และจะชดใช้ค่าเสียหายให้กับครอบครัวของน้องพอตเตอร์ ซึ่งรถมีประกันภัยชั้น 1 ตนก็มีลูกยังเล็กเหมือนกันเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ ไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น รู้ว่าทำผิดเสียใจมาก จะขอรับผิดชอบทุกอย่าง

 


นางประนอม เพชรนาม อายุ 58 ปี แม่น.ส. อัมพิกากล่าวว่า หลังเกิดเหตุพาญาติพี่น้องไปช่วยปลอบใจครอบครัวน้องพอตเตอร์ ตลอดเวลาไม่เคยห่างเลย เมื่อคืนนี้ก็รวบรวมเงิน 20,000 บาท นำไปช่วยเหลือเบื้องต้น รวมทั้งช่วยเหลืองานศพอย่างเต็มที่ ส่วนลูกสาวยังช็อกกับเหตุที่เกิดขึ้นร้องไห้เกือบตลอดเวลา ยิ่งเวลาเห็นลูกตัวเองก็จะร้องไห้ เพราะคิดถึงน้องพอตเตอร์

 


ด้านน.ส.ธัญยธรณ์กล่าวถึงกรณีเจ้าของโรงเรียนระบุว่า น้องพอตเตอร์ไม่ถือว่าเป็นนักเรียนเต็มตัว เพราะยังไม่ได้สมัครเข้าเรียนว่า ลูกชายเข้าเรียนที่นี่ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล และก่อนเปิดเทอมก็ไปเซ็นรับชุดเด็กนักเรียนที่ ร.ร.อุทุมพรวิทยา ซึ่งก็ปรากฏชื่อของน้องพอตเตอร์ เพราะว่าทางร.ร.ต้องให้ผู้ปกครองไปเซ็นรับชุดนักเรียนด้วยตนเอง หากไม่มีลายเซ็นของผู้ปกครอง ก็จะไม่จ่ายชุดนักเรียนให้ อีกทั้งในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ครูประจำชั้นยังส่งการบ้านมาให้น้องพอตเตอร์ทำด้วย

 


ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจากส่วนกลาง เพื่อตรวจสอบกรณีการเสียชีวิตของน้องพอตเตอร์ เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเก็บข้อมูลพยานแวดล้อมตามลำดับเหตุการณ์ เพื่อดูว่าแท้จริงแล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เช่น รถโรงเรียนกระบะคันดังกล่าว ได้รับ-ส่งนักเรียนคนอื่นด้วยหรือไม่ ถ้าพบว่ารับเด็กคนอื่นมาด้วย กระบะคันนี้ก็เข้าข่ายรถรับ-ส่งนักเรียน ซึ่งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย การควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน พ.ศ.2536 ครอบคลุมถึงด้วย

 


เลขาธิการ กช.กล่าวต่อว่า ถึงจะไม่ใช่รถรับ-ส่งนักเรียนของโรงเรียนโดยตรง แต่เป็นรถภายนอกก็ถือเป็นพาหนะที่โรงเรียน เพราะการที่โรงเรียนจะนำรถจากภายนอกมาใช้รับส่งนักเรียน ต้องคัดกรองทั้งตัวรถตลอดจนคุณสมบัติของผู้ขับขี่ก่อนอนุญาตให้บริการ โดยระเบียบฉบับดังกล่าวระบุคุณสมบัติพนักงานขับรถไว้อย่างชัดเจน  ในข้อที่ 6 ระบุหน้าที่พนักงานขับรถไว้ในข้อที่ 7 อาทิ ต้องตรวจสอบสภาพรถและอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพดี และพร้อมที่จะใช้การได้ตลอดเวลา และที่สำคัญมากคือข้อ 9 หน้าที่ผู้ควบคุมดูแลนักเรียน อาทิ ตรวจสอบจำนวนนักเรียนที่รับส่งแต่ละเที่ยวให้ถูกต้อง ครบถ้วนตรงตามรายชื่อนักเรียน พร้อมทั้งจัดทำบัญชีรายชื่อนักเรียนที่ใช้บริการตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบ นี้ เรื่องนี้คงใช้เวลาตัดสินได้ช้าสุดไม่เกิน 15 วัน

 


“ถ้าพบว่าผิดจริงต้องดำเนินการไปตามระเบียบที่สช. สั่งไปยังโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศให้ปฏิบัติ หากไม่ปฏิบัติก็ถือว่าขัดขืนคำสั่ง ที่สำคัญ สช.ส่งหนังสือย้ำไปแล้ว 2 ฉบับ ฉบับแรกวันที่ 5 เม.ย. หลังจากเกิดเหตุการณ์ ด.ญ.มนัสนันท์ ทองภู่ หรือน้องเอย และฉบับล่าสุดลงวันที่ 9 พ.ค. โดยแนบแนวทางส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้รถรับ-ส่งนักเรียนเข้าไปด้วย เพราะเราไม่ได้ห่วงแค่การทิ้งเด็กไว้ในรถอย่างเดียว เราห่วงเรื่องอุบัติเหตุระหว่างเดินทางด้วย เรื่องนี้ผมจึงรู้สึกโกรธมากๆ” เลขาธิการ กช.กล่าว

 


ต่อข้อถามที่ว่าแทนที่จะออกคู่มือซักซ้อมให้เด็ก ทำไมไม่ตรวจรายชื่อนักเรียนเวลาขึ้นลงรถโรงเรียน นายบัณฑิตย์กล่าวว่า เรื่องนี้มีอยู่ในระเบียบอยู่แล้ว คือให้มีใบรายชื่อเด็กที่ขึ้นรถทุกคนในแต่ละวัน และต้องพาไปส่งครูประจำชั้นทุกคนด้วย แต่ที่ต้องการฝึกเด็กให้ช่วยเหลือตัวเองหากติดอยู่ในรถ เช่น การเปิดประตู การกดแตร หรือให้มีเซ็นเซอร์ในรถนั้น เป็นการเสริมเข้าไปเพื่อป้องกันเหตุ    ไม่คาดฝัน ซึ่งจริงๆ แล้วระเบียบที่มีอยู่หากปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด คงไม่มีทางเกิดปัญหาลักษณะดังกล่าวขึ้น

 


ที่ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ร.พ.รามาธิบดี รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้จัดการแผนจัดการความปลอดภัยในเด็ก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวเรื่อง “ไขทางออกรถโรงเรียน-รถมรณะภัยร้ายใกล้ตัว” ว่าจากการติดตามการรายงานการเสียชีวิตของเด็กที่ติดอยู่ในรถยนต์ พบว่าเฉพาะปีนี้เกิดขึ้นแล้วถึง 3 ราย ได้แก่ กรณีตาลืมหลานไว้ในรถ น้องเอย และล่าสุดน้องพอตเตอร์

 


รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าวว่า สาเหตุนอกจากขาดอากาศหายใจแล้ว ยังเกิดจากได้รับความร้อนสูงเกินขนาด เพราะจากการทดสอบวัดอุณหภูมิภายในรถยนต์ขณะจอดกลางแดดช่วงกลางวันประมาณ 1 ชั่วโมง พบว่ามีอุณหภูมิสูงถึง 42 องศาเซลเซียส ดังนั้นหากเด็กติดอยู่เกิน 2 ชั่วโมง จะทำให้เสียชีวิตทันที เพราะความร้อนสูงเกินกว่าที่ร่างกายปรับตัวได้

 


“อุณหภูมิในร่างกายปกติของคนอยู่ที่ 37 องศา หากอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่านี้ ร่างกายจะปรับตัว เอาความร้อนออกจากร่างกาย แต่หากเกิน 42 องศา และอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีการระบายความร้อนเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจะไม่สามารถกำจัดความร้อนนั้นออกไปได้ มีผลทำให้เซลล์ตาย เม็ดเลือดแตก เลือดเป็นกรด สมองบวม หยุดหายใจ และเสียชีวิตในที่สุดจึงอยากเสนอ ศธ.รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวมากขึ้น โดยโรงเรียนต้องฝึกอบรมคนขับรถ และครูประจำรถ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กขณะที่อยู่ในรถเป็นสำคัญ ต้องตรวจนับจำนวนเด็กขึ้น-ลงให้ถี่ถ้วน มีครูผู้ช่วยดูแลเด็กในรถเสมอ ไม่ใช่มีคนขับคนเดียว เมื่อเสร็จภาระก่อนล็อกประตูจะต้องดูให้ทั่วรถว่ามีเด็กเหลืออยู่หรือไม่” รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าว

 


รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าวต่อว่า การที่ ศธ.กำชับไปยังสถานศึกษาให้สอนวิธีการช่วยเหลือตนเองให้แก่เด็กหากติดอยู่ใน รถ เช่น กดแตร เป็นสิ่งที่ดี แต่โดยหลักการเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ต้องถือว่าเด็กยังทำไม่ได้ แม้เด็กอาจจะทำได้ก็อาจทำในเวลาไม่เหมาะสม เช่น การสอนเปิดประตู อาจเปิดในขณะรถแล่น แต่เวลาติดอยู่ข้างในรถ ก็เอาแต่ร้องไม่เปิดเอง ถึงอย่างไรต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแลใกล้ชิดเสมอ ซึ่งการดูแลเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 3 ปี ต้องอยู่ในระยะที่ผู้ใหญ่มองเห็นและคว้าถึง ส่วนเด็กที่มีอายุ 3-6 ขวบ ต้องอยู่ในระยะที่มองเห็น และเข้าถึง ฉะนั้นจะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีคนเห็น

 


วันเดียวกันนายประพนธ์ ทองคำ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ภาค 5 อุบลราชธานี พร้อมด้วยนายทวิพัฒน์ ขุนบุญช่วย พนักงานประกันภัยแผนกอุบัติเหตุ บริษัท เอราวัณประกันภัย จำกัด ที่รับประกันรถนักเรียนคันเกิดเหตุ เดินทางมาพบน.ส.ธัญยธรณ์ เพื่อขอข้อมูลก่อนส่งเรื่องขอสินไหมทดแทน เบื้องต้นจะได้เงินชดเชยตามพ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 200,000 บาท ค่าสินไหมประกันอุบัติเหตุบุคคลที่ 3 จำนวน 100,000 บาท และสินไหมทดแทนจากประกันภัยชั้นหนึ่ง 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 600,000 บาท

 


ด้านน.ส.ธัญยธรณ์กล่าวว่า อยู่ระหว่างการดำเนินการด้านเอกสาร ถึงแม้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะเป็นเงินจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถที่จะทดแทนชีวิตของลูกได้

 

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

   : , , , , , ,