หลักสูตรใหม่…เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่า

หลักสูตรใหม่…เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่า

กด Like

         errrr

สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประเทศไทยในสภาพปัจจุบันถูกรุมเร้าด้วยปัญหาวิกฤตนานัปการ คุณภาพการศึกษาตาเกือบทุกด้านในระดับโลก เด็กและเยาวชนเข้าสู่ปัญหาสังคมรุนแรงจนน่าวิตก ค่านิยมแข่งขันกันเอาเป็นเอาตาย เข้าสู่มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง โครงสร้างระบบหลักสูตรเรียนเพื่อจา ทดสอบจนความคิดติดกรอบกันทั้งประเทศ แนวคิดสาคัญการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษาที่กาลังยกร่างอยู่นี้ มีปรัชญาและความเชื่อว่าหลักสูตรคือเครื่องมือสาคัญที่เปลี่ยนแปลง ยกระดับ สร้างสังคมไทยให้ดีขึ้น ด้วยการยกเลิกหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ปรับปรุงอีกครั้ง 2551 ลงเสีย ในระยะแรกคณะกรรมการร่างหลักสูตรได้นาเสนอกลุ่มสาระการเรียนรู้ (Knowledge Cluster) ออกเป็น 6 กลุ่มความรู้ ทักษะสาคัญ (Generic Skills) 10 ด้าน ค่านิยมและเจตคติ (Values & Attitudes) 6 ประการ และประสบการณ์เรียนรู้ (Learning Experience) 6 เครื่องมือ ดังแผนภูมิที่นาเสนอ

 


ในเรื่องของ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้อยู่ในระดับการจัดการทาเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัยวุฒิ ภาวะ ระดับชั้นเรียน ความยากง่ายของเนื้อหาด้วยการกาหนดให้เนื้อหาสาระเป็นความรู้พื้นฐานที่จา เป็นเท่านั้นสาหรับผู้เรียนใช้ในการศึกษา ทดลองทา ค้นคว้าจากแหล่งความรู้ การลงมือปฏิบัติเป็นสาคัญ เพื่อต่อยอดและสรุปความรู้ทักษะ ประสบการณ์ด้วยตนเอง นักเรียนคือ ผู้วิจัยน้อย (Students as Researchers) นอกจากนั้นยังกาหนดกรอบเวลาแต่ละชั้นปีให้เรียนได้ไม่เกิน 1,000 ชั่วโมงต่อปี ดังเช่น ชั้นประถมศึกษาตอนต้น 856 ชั่วโมง ประถมศึกษาตอนปลาย 904 ชั่วโมง และชั้นมัธยมศึกษาประมาณ 1,000 ชั่วโมง เป็นต้น

 


แนวคิดดังกล่าวเป็นข้อเตือนใจสำคัญให้นักการสอนวิชาต่างๆ เตือนใจตนเองว่า อย่ายัดเยียดเนื้อหา 100% ลงใน สมองเล็กๆ จนเด็กเกิดอาการเจ็บป่วย ไม่มีความสุข ดังหลักสูตรที่ผ่านมา การพาเด็กนักเรียนออกนอกห้องเรียนด้วยเครื่องมือ 6 ชนิด นับเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่สำคัญยิ่ง เท่ากับ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ทีเดียว


สำหรับเครื่องมือ 6 ชนิด ที่ช่วยสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่นักเรียน ได้แก่1.การอ่านเพื่อการเรียนรู้ (Reading to Learn) เป็นทักษะสาคัญของการดาเนินชีวิตใช้การอ่านเพื่อนาไปสู่การอ่านหนังสือ การทบทวนความรู้ วิทยาการใหม่ๆ อ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ อ่านอย่างคล่องแคล่ว รักการอ่าน อ่านตลอดชีวิตเพื่อยกระดับทั้งความรู้ เจตคติ รสนิยมของนักเรียนแต่ละคน


2.การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Learning) ให้ครูและนักเรียนช่วยกันพัฒนาโจทย์ขึ้นด้วยกัน การเสาะแสวงหาข้อมูล การลงภาคสนาม การทดลองปฏิบัติ การจดบันทึกข้อมูล การสรุปบทเรียนด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นวิทยากรกระบวนการ ผู้ให้คาแนะนาปรึกษาต่อนักเรียน


3.เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) เป็นเครื่องมือเสาะแสวงหาความรู้เพิ่มเติมอย่างกว้างขวาง แท็บเล็ตที่แจกให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าสู่ห้องสมุดระบบข้อมูลที่ต้องการ ศึกษาค้นคว้าอย่างรวดเร็ว การต่อยอด สืบค้นเนื้อหาที่สัมพันธ์เพิ่มเติมได้อย่างไม่มีจากัด นักเรียนจะสามารถค้นคว้า มีทักษะเข้าสู่ระบบข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่มากมายได้ตลอดเวลา


4.คุณธรรมและความเป็นพลเมือง (Moral and Civic Education) เป็นกระบวนการสร้างและหล่อหลอมวิถีประชาธิปไตย ผ่านขั้นตอนการระบุปัญหาในชุมชน การคัดเลือกปัญหาด้วยระบบเหตุผล การรวบรวมข้อมูลของปัญหา การจัดทาแฟ้มผลงาน การพิจารณาทางเลือก หาทางแก้ไข การรับฟังความคิดเห็น การนาเสนอผู้มีอานาจตัดสินใจและการทบทวนประสบการณ์ที่ได้รับการเรียนรู้


5.การพัฒนาทางด้านร่างกายและจิตใจ (Physical and Mental Development) ให้มีกิจกรรมที่แสดงออกในรูปของกิจกรรมกีฬา สันทนาการ ชมรมต่างๆ ที่สนใจ สภานักเรียน ลูกเสือ เนตรนารี และอื่นๆ


6.การเรียนรู้ผ่านการทำงานที่สนใจ (Career Related Learning) ให้การเรียนรู้ผ่านการฝึกฝน การทางานหารายได้ระหว่างเรียนรู้ การส่งเสริมสมรรถภาพที่ตนเองถนัด การสร้างค่านิยมสัมมาชีพผ่านสถานประกอบการ การทาโครงการผู้ประกอบการรายย่อยและอื่นๆ


การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 6 ชนิดนี้จะนาพาเด็กนักเรียนออกนอกห้องเรียนแคบๆ เรียนจากครูที่สอนหนังสือ บรรยากาศน่าเบื่อหน่าย (Passive) ไปสู่โลกของโครงการ กิจกรรม การพัฒนาโจทย์ การเข้าสู่ระบบข้อมูล การฝึกฝนกระบวนการประชาธิปไตย เรียนรู้จากการงาน ค้นคว้า บทบาทผู้สรุป การค้นพบศักยภาพของตนเองด้วยการนาความรู้พื้นฐานที่จาเป็นมาต่อยอด สร้างและสรุปองค์ความรู้ด้วยตนเองจากแหล่งความรู้ต่างๆ มากมายนอกห้องเรียน


เป็นการเรียนรู้ที่สนุกสนาน ท้าทาย ตื่นเต้น (Active) และมีผลต่อร่างกายและจิตใจตลอดเวลา


สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ได้มีการเตรียมการโรงเรียนหลายแห่งที่สอดรับกับแนวคิดเครื่องมือ 6 ชนิด อย่างน่าสนใจ ดังตัวย่างของ นาย สมพงษ์ หลีเคราะห์ ผู้ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จ.สตูล โรงเรียนตะโละใส ได้พัฒนาเครือข่าย 11 โรงเรียนขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี และได้สรุปการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัย 10 ขั้นตอน คือ 1.เรียนรู้เรื่องใกล้ตัว 2.เลือกเรื่องปัญหาที่เกิดในชุมชน 3.ย้อนทวนกระบวนการ 4.พัฒนาโจทย์วิจัย 5.ตั้งคาถามย่อย 6.ศึกษาวิธีการเก็บข้อมูล 7.ศึกษาและเก็บข้อมูล 8.วิเคราะห์และประมวลผล 9. ทดลองทา 10. รายงานและนาเสนอ ภายใต้ฐานการคิดการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐานและมีนิยามเรื่องใกล้ตัวที่ใช้ เป็นเกณฑ์ คือ น่าสนใจ มีประโยชน์ต่อคนอื่น มีวิทยาการหรือแหล่งข้อมูลที่สามารถไปเรียนรู้ได้ มีความเป็นไปได้ มีเวลาเพียงพอ และเป็นเรื่องสอดคล้องวิถีชีวิตประชาธิปไตยและคุณธรรมจริยธรรม


ผู้เขียนได้เข้าร่วมวงเสวนาถอดองค์ความรู้กับกลุ่มผู้บริหาร คณะครู ผู้ปกครองและนักเรียน พบว่าเป็นการยากมากกว่าจะมาถึงจุดนี้ต้องใช้เวลานาน 3 ปี เพราะครูส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากเปลี่ยนวิธีการสอน เป็นภาระสอนไม่ทัน ผู้บริหารต้องกล้าตัดสินใจดาเนินการจริงจัง มีผู้ให้คาแนะนาพี่เลี้ยง (Mentors) คอยช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ผู้ปกครองระยะแรกไม่ใส่ใจ และมักถามว่าสอนอะไรกัน แต่สุดท้ายเห็นด้วย พูดเสียงสั่นเครือ เพราะลูกเปลี่ยนไปมาก กล้าพูด กล้าแสดง เรียนหนังสือดีขึ้น พูดคุยกับพ่อแม่ตลอดเวลาเรื่องโจทย์ที่นามาจากโรงเรียน ความสัมพันธ์ดีขึ้น ลูกไม่เกเร เด็กดี ตั้งใจเรียน นักเรียนชอบเรียนแบบนี้ ชอบวิชาวิจัย มีความสุขมากเพราะได้ไปเรียนนอกห้องเรียน และอื่นๆ


รูปแบบของโรงเรียนตะโละใส จ.สตูล กับเครือข่าย 11 โรงเรียน เป็นตัวอย่างผลของความสาเร็จในการใช้เครื่องมือ 6 ชนิด ในการพาเด็กออกนอกห้องเรียนอันคับแคบและน่าเบื่อสู่โลกชุมชน ข้อมูลอันมากมาย ตอบโจทย์ที่ช่วยกันคิด จนบทสรุปเป็นข้อค้นพบของตัวเอง ในประเทศไทยยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่ประผลสาเร็จ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนไทรงาม จ.ตรัง โรงเรียนบ้านเมืองกึ้ด อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และอื่นๆ ถ้าถามว่าการปฏิรูประบบหลักสูตรการศึกษาครั้งนี้ เด็กจะได้อะไร คาตอบที่ตรงที่สุด “สนุกกับการเรียนรู้”


และนี่คือก้าวแรกสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ อันจะนำไปสู่การปฏิรูประบบฝึกหัดครู โครงสร้างระบบ งบประมาณ บุคลากร กระบวนการเรียนรู้ ระบบ ICT จนสุดท้ายสร้างสังคมไทยใหม่ให้หายเจ็บป่วย โคม่าขั้นรุนแรงด้วยระบบการศึกษาไทยที่ดีกว่า

 

มติชน ฉบับวันที่ 15 พ.ค. 2556 (กรอบบ่าย)

   : , , ,